Cloud Server เซิร์ฟเวอร์

Cloud Server คืออะไร ไปหาคำตอบกันได้เลย
Cloud Server เป็นตัว เซิร์ฟเวอร์ ขนาดใหญ่ที่มีระบบการทำงานจาก เซิร์ฟเวอร์หลาย ๆ เครื่องพร้อมกัน
มีประสิทธิภาพในการประมวลผลข้อมูลปริมาณมาก ๆ จึงทำให้มันสามารถสร้างตัว Service ขึ้นมาทำงานได้เยอะ

สำหรับ Cloud จะมีความแตกต่างจาก Server ทั่วไปคือ เซิร์ฟเวอร์ปกติจะสร้าง OS มาเพียง 1 ตัว
จากนั้น OS ดังกล่าวก็ทำงานแค่ภายในระบบของเครื่องนั้น ๆ เมื่อใดก็ตามที่ OS เกิดปัญหาก็หมดสิทธิ์ใช้งานต่อ
แต่สำหรับ คลาวด์ อย่างที่บอกไปว่าเกิดจากการทำงานของเซิร์ฟเวอร์หลายตัวรวมกัน

ดังนั้นกรณีที่ ติดตั้ง Cloud Server เซิร์ฟเวอร์ ตัวไหนเกิดปัญหาขึ้นก็ยังคงทำงานได้ต่อเพราะ
ระบบจัดการ Cloud Server ระบบคลาวด์จะมีการนำเอาทรัพยากรตัวอื่น ๆ เข้ามาทำงานแทนที่อยู่ตลอดเวลา
และนี่ยังเป็นสิ่งที่บ่งบอกชื่อของ ระบบจัดการ Cloud Server ที่แปลว่า ก้อนเมฆ อีกด้วย

Cloud Server เซิร์ฟเวอร์
เป็นอีกคำที่คนไม่ได้อยู่ในวงการคอมพิวเตอร์หรือคนทำเว็บไซต์อาจไม่คุ้นหูมากนัก แต่จริง ๆ แล้ว Cloud Server เซิร์ฟเวอร์
นี่คืออีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้เว็บของคุณทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องการใช้งานของเว็บไซต์
ในปัจจุบันอย่างมาก ลองไปทำความรู้จักว่า Cloud Server คืออะไร และมีหน้าที่ในการทำงานอย่างไร เพื่อให้ทุก ๆ
เว็บบนโลกใบนี้ยังคงนำเสนอข้อมูลต่าง ๆ ได้อย่างน่าทึ่ง

ตัวอย่างการทำงานของระบบ Cloud Server
สมมุติในเซิร์ฟเวอร์ 1 เครื่อง สามารถนำเอาเว็บไซต์ต่าง ๆ มาใช้งานร่วมกันได้ 200 เว็บไซต์
แต่สำหรับ Cloud Server จะเป็นการนำเอาจำนวนเว็บไซต์ทั้งหมดมาผ่านการประมวลผลในกลุ่มเซิร์ฟเวอร์
ซึ่งต้องใช้คอมพิวเตอร์หลายเครื่องในการทำงานร่วมกัน ทั้งนี้มีการแบ่งระดับการประมวลผลออกมาเริ่มตั้งแต่
ระดับโครงสร้างไปจนถึงระดับแอปพลิเคชัน ส่งผลให้มีความเร็วมากกว่า การประมวลผลออกมามีความเสถียร
แม่นยำ อีกทั้งยังเพิ่มระดับความปลอดภัยในการใช้งานอีกด้วย

ความปลอดภัยเมื่อเลือกใช้ระบบ Cloud Server
เรื่องความปลอดภัยบนโลกออนไลน์เป็นสิ่งสำคัญที่ทุกคนจำเป็นต้องใส่ใจ ไม่อย่างนั้นโอกาสที่ข้อมูลลับหรือสูตรต่าง ๆ บนเว็บไซต์ของคุณเกิดการรั่วไหลหรือถูกโจรกรรมจากแฮกเกอร์ได้ ดังนั้นการเลือกใช้ระบบ Cloud Server จะช่วยสร้างความปลอดภัยให้กับข้อมูลต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี เนื่องจากข้อมูลทุก ๆ บิตที่อยู่บนเว็บไซต์จะถูกเข้ารหัสเอาไว้ โอกาสที่จะโดนขโมยจึงยากขึ้น อีกทั้งไม่ต้องกังวลใจเรื่องข้อมูลเกิดการสูญหายหากว่ามีเซิร์ฟเวอร์เสียไป 1 ตัว เนื่องจาก Cloud Server ได้ทำการกระจายข้อมูลเอาไปเก็บไว้ในเซิร์ฟเวอร์อื่น ๆ เรียบร้อยแล้วนั่นเอง

สรุปก็คือ Cloud Computing เป็นระบบคอมพิวเตอร์ที่พร้อมรองรับการทำงานของผู้ใช้งานในทุกๆ ด้านไม่ว่าจะเป็นระบบเครือข่าย การจัดเก็บข้อมูล การทดสอบระบบหรือติดตั้งฐานข้อมูล หรือการใช้งานซอฟต์เฉพาะด้านในธุรกิจต่างๆ โดยที่ผู้ใช้งานไม่ต้องติดตั้งระบบทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ไว้ที่สำนักงานให้ยุ่งยาก แต่สามารถใช้งานในสิ่งที่ต้องการได้ด้วยการเชื่อมต่อกับระบบ Cloud Server ผ่านอินเทอร์เน็ต
ในการเชื่อมต่อกับระบบหรือการใช้งานผ่าน Cloud นั้นแท้จริงไม่ใช่การทำงานผ่านก้อนเมฆหรืออากาศที่ไม่มีตัวตนแต่อย่างใด แต่เป็นการเชื่อมต่อกับศูนย์ข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือ Data Center ของผู้ให้บริการนั่นเอง ซึ่งศูนย์ข้อมูลคอมพิวเตอร์อยู่ภายใต้ระบบที่ีมีมาตรฐานและความปลอดภัยอย่างมาก

Cloud Server ระบบกระจายการทำงานของ Cloud VPS

เมื่อเราเลือกที่จะเช่า VPS มาใช้งาน ก็ไม่อยากไปอยู่ในเซิฟเวอร์ที่แอร์อัด หรือมีการแชร์ทรัพยากรเซิฟเวอร์มากๆ เพราะมันจะทำให้เราไม่สามารถใช้ทรัพยากรที่เราเช่ามาได้ทั้งหมด เช่น เราเช่า CPU 2 Core, RAM 2GB แต่ใช้จริงๆใช้งาน RAM ได้ไม่ถึง 2GB แบบนี้คงไม่ดีแน่ ส่วน CPU ก็หนักกว่า RAM อีกเป็นไหนๆ เพราะว่า CPU ของเซิฟเวอร์ 1 ตัวมีจำกัดอย่างมาก เช่น 4 Core, 8 Thread หากเราเช่า CPU 4 Core และอยากใช้งานได้เต็มๆเลยนะ หมายความว่าเซิฟเวอร์ตัวนี้จะต้องรับลูกค้า 2 รายเท่านั้น ซึ่งในความเป็นจริง เป็นไปไม่ได้ที่จะรับลูกค้าแค่ 2 ราย เพราะมันไม่คุ้มกับค่าใช้จ่ายของผู้ให้บริการนั่นเอง

หากสมติว่าเซิฟเวอร์นี้มีแรม 32GB และผู้ให้บริการเค้ารับลูกค้าแบบการันตีแรม และลูกค้า 1 คนจะเช่า CPU 2 Core, RAM 2GB เท่ากับว่าเซิฟเวอร์ตัวนี้รับลูกค้าได้ 15 รายโดยประมาณ  (เหลือเผื่อให้ OS ทำงาน 2GB) คือทุกคนได้ใช้แรมเต็มๆแน่นอน แต่ CPU หากคำนวนดูแล้ว เอา 15 * 2 Core = 30 Core แต่เซิฟเวอร์ตัวนี้มีเพียง 8 Core เท่านั้น ถ้าทุกๆ VPS ใช้งานพร้อมๆกัน ก็จะเกิดความช้าและล่มตามมาในที่สุด เนื่องจากเซิฟเวอร์ประมวลผลไม่ทัน

Cloud Server vDRS - CloudHost

แต่หากเป็นระบบ Cloud Server สิ่งที่แตกต่างของการใช้บริการระบบคลาวด์ก็คือ ระบบคลาด์เซิฟเวอร์จะมีการกระจายการทำงานของ Cloud VPS ออกไปยังเซิฟเวอร์ต่างๆให้อย่างอิสระ สมติว่ามีเซิฟเวอร์อยู่ 3 ตัว (ตามรูปด้านบน) หากเซิฟเวอร์ตัวที่ 2 มีการใช้งาน CPU อย่างหนัก และเซิฟเวอร์ตัวที่ 3 ไม่ค่อยมีการใช้งานอะไรเท่าไร ระบบ Cloud จะทำการย้าย VM หรือ Cloud VPS ที่ไม่ได้ใช้งานหนักไปรันบนเซิฟเวอร์ตัวที่ 3 ให้อัตโนมัติ ทำให้เซิฟเวอร์ที่ใช้งานหนักๆในเซิฟเวอร์ตัวที่ 2 สามารถใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยไม่เกิดอาการช้าหรือล่ม แต่หาก VM ในเซิฟเวอร์ตัวที่ 2 ใช้เกินทรัพยากรที่กำหนดไว้ มันก็จะล่มได้เช่นกัน ก็ต้องอัพเกรดทรัพยากรตามการใช้งานกันไป เพื่อรองรับการใช้งานที่มากขึ้นได้นั่นเอง